การเปิดร้านกาแฟ : กุญแจสู่ความสำเร็จ ที่คุณเองไม่เคยคิดจะทำด้วยซ้ำ

การเปิดร้านกาแฟ : กุญแจสู่ความสำเร็จ ที่คุณเองไม่เคยคิดจะทำด้วยซ้ำ

ใครๆก็อยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง แต่ร้านกาแฟที่จะอยู่ได้จริงๆ กุญแจความสำเร็จต้องอยู่ที่การวาง "แผนธุรกิจร้านกาแฟ" ไว้อย่างชัดเจน ถึงจะรุ่งและรอด

เชื่อว่าการเห็นภาพตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟเจ๋งๆสักร้านคงเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆคนที่จะได้ทำงานท่ามกลางสิ่งที่คุณรัก ทั้งความรักในการบริการ ความรักในกลิ่นหอมของกาแฟ และความสนุกในการได้ทดลองชงกาแฟด้วยเทคนิคใหม่ๆ

แต่ใครๆก็สามารถฝันว่าอยากจะเป็นเจ้าของร้านกาแฟได้ทั้งนั้นใช่ไหมล่ะคะ ความฝันเหล่านี้นานวันไปสักพักก็ถูกหลงลืม แต่บรู๊คเชื่อว่า ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจอยากจะมีร้านกาแฟเป็นของตัวเองจริงๆ หากคุณวาง “แผนธุรกิจร้านกาแฟ” ไว้อย่างรอบคอบ ความฝันที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก ก็อยู่ไม่ไกลแล้วล่ะค่ะ

(ขอขอบคุณรูปภาพจากร้าน Blend Cafe)

ทำไมถึงต้องมี “แผนธุรกิจร้านกาแฟ”?

บรู๊คอยากให้คุณลองนึกตามง่ายๆ สมมุติว่าถ้าคุณลงทุนกับค่าทำร้านและค่าอุปกรณ์ไปทั้งหมดเป็นตัวเลขกลมๆจำนวน 1,000,000 บาท แล้วคุณคาดว่าจะขายกาแฟอยู่ที่แก้วละ 60 บาทให้ได้ 100 ถ้วยต่อวันก็น่าจะเยอะถมเถ นั่นเท่ากับว่ารายได้ทั้งเดือนของคุณจะอยู่ที่ 180,000 บาท (60 x 100 x 30)

ยังไม่จบเท่านี้ค่ะ คุณยังต้องจ่ายค่าต้นทุนหมุนเวียนในแต่ละเดือน ทั้งค่ากาแฟที่สมมุติว่าจะมีต้นทุนต่อเดือนประมาณ 18 บาท ทำให้คุณต้องจ่ายค่าต้นทุนกาแฟไปทั้งหมดเท่ากับ 54,000 บาท (18 x 100 x 30) ทำให้คุณได้กำไรขั้นต้นทั้งหมด 180,000-54,000 = 126,000 บาท

นอกจากนี้ต้องอย่าลืมคิดค่าต้นทุนอื่นๆในการดำเนินการด้วย ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเช่าที่ สมมุติเหมารวมว่าค่าจ้างพนักงาน 3 คนทั้งร้านจะเท่ากับ 48,000 บาทต่อเดือน ค่าเช่า 65,000 บาทค่าน้ำค่าไฟเดือนละประมาณ 8,000 บาท

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจะเท่ากับ 121,000 บาท/เดือน

อ้าวว ไปๆมาๆหักค่าใช้จ่ายการดำเนินการออกจากกำไรขั้นต้นแล้ว คุณจะเหลือกำไรสุทธิก่อนหักภาษีเพียงแค่ 5,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น!

แทบไม่เหลือรายได้ให้เจ้าของร้านเลยใช่ไหมล่ะคะ แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากคุณมีการวางแผนธุรกิจร้านกาแฟแล้วแก้ปัญหานี้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำร้าน

บรู๊คจึงอยากชวนให้ใครที่กำลังวางแผนจะเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเอง ให้มาลองกาง "แผนธุรกิจร้านกาแฟ" ของตัวเองดูสักนิด แล้ววางแผนให้รอบคอบ

แน่นอนว่า การทำธุรกิจใดๆก็ตามเป็นเรื่องยากและซับซ้อน การวางแผนธุรกิจร้านกาแฟก็เช่นกัน คุณต้องคิดให้รอบด้านจริงๆและลงมือทำอย่างแน่วแน่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ในบทความนี้ บรู๊คพยายามกลั่นเอาหลักการการวางแผนธุรกิจร้านกาแฟออกมาเป็นคู่มือให้ทำความเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ให้คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

แผนธุรกิจร้านกาแฟ 101

การเริ่มต้นวางแผนธุรกิจกาแฟ

หากคุณเสิร์ชคำว่าแผนธุรกิจร้านกาแฟคุณก็จะพบกับตัวอย่างของแผนธุรกิจมากมายที่ดูซับซ้อนเป็นรายงานหนักๆ แม้แต่คนอ่านยังไม่กล้าอ่าน ใครจะกล้าเขียนใช่ไหมล่ะคะ

แผนธุรกิจร้านกาแฟแบบนั้นเหมาะสำหรับใครที่ต้องการความเป็นทางการและความเป็นมืออาชีพเพื่อจะนำแผนไปเสนอขอเงินกู้กับแบงค์ แน่นอนว่าแบงค์ย่อมต้องการรายละเอียดที่แน่นอนว่าคุณจะสามารถทำกำไรจากธุรกิจและคืนทุนที่เป็นเงินกู้ให้กับแบงค์ได้

บรู๊คแนะนำว่า แผนธุรกิจร้านกาแฟที่คุณทำถ้าหากอยากทำเพื่อวางแผนให้ร้านไปรอด ให้ทำเป็นแผนที่ดูง่ายๆเข้าใจได้ใน 1 หน้ากระดาษ ตัวคุณจะได้ไม่หลุด ให้ใช้เป็นโพยสำคัญสำหรับการทำธุรกิจที่คุณจำได้ขึ้นใจ

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆนั้น ก็ให้คุณวาดเป็นผังออกมาในกระดาษเปล่าๆหรือทำออกมาในรูปแบบที่คุณและทีมงานเข้าใจ เช่น presentation แบบไม่ต้องเป็นทางการมากก็ได้ค่ะ

โดยแผนธุรกิจร้านกาแฟตัวหลัก ให้ทำเป็นแผนผังที่เรียกว่า Business Model Canvas แบบนี้ค่ะ

Business Model Canvas สำหรับแผนธุรกิจร้านกาแฟ

สิ่งนี้จะเป็นการบอกว่าใครทำอะไรที่ไหนกับใคร รายจ่ายเป็นอย่างไร และรายได้เป็นอย่างไรทำให้คุณเห็นภาพรวมของแผนธุรกิจร้านกาแฟว่าแต่ละปัจจัยสัมพันธ์กันแบบไหน

ให้คุณเขียนลงไปในแต่ละช่อง ดังนี้ค่ะ

1. Customer Segment: บอกว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร เช่น คอกาแฟตัวยง คนเดินผ่านไปมา หรือต้องการขายแบบ mass

2. Value Propositions: คือสิ่งที่คุณต้องการจะมอบให้กับลูกค้า หรือคุณค่าที่สร้างขึ้นจากธุรกิจ เช่น เป็นร้านกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีและเทคนิคในการชงหลากหลาย หรือเป็นร้านกาแฟที่รวบรวมเอาสายพันธุ์เมล็ดกาแฟต่างๆเอาไว้ด้วยกัน

3. Customer Relationships: คือการบอกว่าแผนธุรกิจกาแฟของคุณจะมอบประสบการณ์อะไรให้ลูกค้ากลุ่มที่ต้องการได้บ้างหรือคุณมีแผนจะสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร เช่น ที่ร้านคุณอาจจะอยากมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟชงโดยบาริสต้าระดับรางวัล หรือประสบการณ์การนั่งร้านกาแฟที่เน้นสำหรับการนั่งทำงาน มีปลั๊กให้พร้อม หรืออาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารกับลูกค้าทางช่องทาง Social Media ว่าทำอย่างไรลูกค้าถึงจะอยากเข้ามาลองกาแฟที่ร้านของคุณ

4. Channels: คือช่องทางการขาย สำหรับใครที่มีร้านกาแฟเป็นหลักเป็นแหล่ง ช่องทางการขายก็คือผ่านร้านกาแฟหรือโลเคชั่นนั่นเอง แต่ถ้าหากคุณอยากจะนำเข้าเมล็ดกาแฟหลากหลายสายพันธุ์มาบรรจุถุงขายให้ลูกค้าด้วย ช่องทางที่สามารถเป็นไปได้ก็อาจจะเป็นช่องทางออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ หรือฝากขายกับซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆค่ะ

5. Key Resources: ทีนี้ก็มาดูกันว่าการจะทำให้ product ที่เราต้องการทำและสิ่งที่เราต้องการสื่อออกไปให้ลูกค้าได้รับรู้เป็นจริง เราต้องมีทรัพยากรอะไรไว้ในมือบ้าง เช่น มีหน้าร้านและอุปกรณ์เปิดร้านกาแฟ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ และเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ดี เป็นต้น

6. Key Partners: นอกจากเรื่องทรัพยากรต่างๆแล้ว ทรัพยากรบุคคลก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยในส่วนนี้จะรวมไปถึงบุคคลที่คุณต้องติดต่อด้วยและ connection ต่างๆ เช่น connection กับ supplier กาแฟ connection กับผู้ให้บริการเพลงออนไลน์ และ connection ในการนำเข้าและส่งออก เป็นต้นค่ะ

7. Key Activities: สิ่งนี้จะเป็นเสมือน action plan คร่าวๆว่าคุณต้องการจะทำอะไรเพื่อพัฒนาให้ร้านกาแฟของคุณเป็นรูปเป็นร่างได้จริง เช่น การทำร้าน การทำ marketing การโปรโมทร้าน การจัดการเรื่องโลจิสติกส์ เป็นต้น

8. Revenue Streams: สิ่งนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่จะบ่งบอกว่าเราจะมีรายได้เข้าร้านเพื่อมาหล่อเลี้ยงธุรกิจของเราได้จากส่วนไหนบ้าง เช่น รายได้จากลูกค้าที่มานั่งที่ร้านและซื้อกาแฟ รายได้จากการขายกาแฟออนไลน์ หรือรายได้จากการให้เช่าสถานที่เป็นบางครั้งบางคราว

9. Cost Structure: เป็นส่วนที่บอกว่าคุณจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรออกไปบ้าง ทั้งต้นทุนจมและต้นทุนหมุนเวียน อย่างเช่น ค่าออกแบบและตกแต่งร้าน ค่าเมล็ดกาแฟในแต่ละเดือน ค่าการตลาด ค่าจ้างพนักงานและบาริสต้า เป็นต้น

พอทราบคร่าวๆแล้วว่าแผนธุรกิจของร้านกาแฟของคุณจะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน ก็ให้ลองเล่นกับไอเดียที่เรามี แล้วใส่ลงไปในช่องตารางเหล่านี้ และให้คุณลองคิดตามว่ากิจกรรมแต่ละอย่างที่ทำในร้านจะส่งผลต่อรายได้และต้นทุนอย่างไร แล้วพยายาม balance ให้คุณมีรายได้เพียงพอจะหล่อเลี้ยงให้ร้านไปรอดตลอด

ถ้าหากยังไม่ค่อยเห็นภาพ บรู๊คมีแผนธุรกิจร้านกาแฟของ Starbucks ในรูปแบบ Business Model Canvas มาให้ดูกันค่ะ (คลิกที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่)

แผนธุรกิจร้านกาแฟ สตาร์บัคส์

จากที่เห็นจะเห็นว่าแค่ใน 1 หน้ากระดาษก็ละเอียดมีสิ่งและมีสิ่งที่ต้องทำเยอะแยะ อันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นนะคะ เพราะคุณจะต้องจับเอาแต่ละประเด็นในแผนนี้ออกมาคิดพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้โมเดลธุรกิจไปรอดในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

เสร็จแล้วก็ลอง plot แผนออกมาในรูปแบบของ Timeline จะได้รู้ว่าเราควรต้องเริ่มทำอะไร ตอนไหน แล้วค่อยๆขุดลงไปว่ามีรายละเอียดอะไรต้องทำบ้าง

ยังไงให้ใจเย็นๆนะคะ แม้ดูเหมือนจะยาก แต่ถ้าหากคุณรู้รอบเกี่ยวกับธุรกิจร้านกาแฟของคุณเองแล้ว เวลาลงมือทำ ก็ค่อยๆจัดการให้เสร็จไปทีละเรื่อง รับรองว่าไม่ยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ

แผนธุรกิจร้านกาแฟ: สิ่งที่ต้องคำนึงถึง

ในการวางแผนธุรกิจร้านกาแฟ ใช่ว่าคุณจะสามารถจับเอาไอเดียทุกอย่างมาผสมโรงรวมกันได้ในหน้าเดียว หรือเพียงเดินตามแผนธุรกิจร้านกาแฟของร้านอื่นๆ แต่คุณต้องคิดมาแล้วว่าสิ่งนี้มันดีกับร้านและทำให้ร้านไปรอดจริงๆ ถึงจะค่อยเลือกมาเป็นกลยุทธ์ของเรา โดยบรู๊คอยากให้คุณลองคำนึงถึงปัจจัยต่างๆด้านล่างดังนี้ค่ะ

1. เข้าใจ Objectives

สิ่งสำคัญที่คุณต้องเข้าใจมากที่สุดก็คือ “คุณทำร้านกาแฟไปทำไม?” และ “คุณอยากให้ลูกค้าได้อะไรจากคุณ?”

ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในเป้าหมายเหล่านี้ ต้องเป็นการที่คุณสามารถมีรายได้เพียงพอจะมาหล่อเลี้ยงธุรกิจ และคุณต้องการให้ธุรกิจเดินต่อไปได้เพราะแพชชั่นที่คุณมีให้กับกาแฟ หรือคุณอยากเห็นลูกค้ามีที่นั่งคิดงานดีๆ หรือแม้แต่การอยากทำให้กาแฟสายพันธุ์หายากเป็นที่รู้จัก ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ในการดื่มกาแฟแบบใหม่ๆ

พอคุณเข้าใจแล้วว่าตัวเองต้องการอะไร สิ่งอื่นๆที่ต้องทำก็คือการมุ่งไปหาเป้าหมายนั้นให้ได้ด้วยแผนธุรกิจร้านกาแฟที่มีค่ะ

2. เข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองและคู่แข่ง

คู่แข่งในตลาดร้านกาแฟ

อาจฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่ให้คุณลองคิดดูง่ายๆก็ได้ค่ะว่า ตลาดร้านกาแฟในประเทศไทยในปัจจุบันเป็นแบบไหน

แน่นอนว่า ช่วงนี้ตลาดกาแฟมีการแข่งขันที่สูงอย่างต่อเนื่องแล้วหลายปี ร้านไหนที่ไม่มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ก็จะถูกกลืนหายไป รวมถึงตลาด Specialty Coffee ที่กำลังมาแรง ใครๆก็ทำกัน แล้วคุณล่ะมีไอเดียอะไรที่ทำให้ร้านแตกต่าง? หรือในปัจจุบันลูกค้ามีความต้องการอะไรที่ร้านอื่นยังมองไม่เห็น? หรือมีเทคโนโลยีเครื่องชงกาแฟใหม่ๆแบบใดที่คุณจะนำเอามาสร้างเป็นโอกาสได้บ้าง

นอกจากนี้ ก็ให้มองย้อนกลับมาดูตัวคุณเอง ว่าตอนนี้คุณมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนด้านใดบ้าง หากเป็นจุดแข็งที่ดี อย่างเช่น การมีเครื่องมือชงกาแฟเจ๋งๆ เช่นกาแฟไนโตร คุณก็อาจจะชูจุดแข็งนั้นขึ้นมาโปรโมทสร้างความแตกต่าง

แต่ถ้าหากเป็นจุดอ่อน อย่างเช่น ร้านมีปลั๊กไม่เพียงพอ ตั้งอยู่ในทำเลเงียบๆ หรือคุณไม่ถนัดทำการตลาด คุณก็ต้องคิดหาทางแก้ไขปัญหาหรือจ้าง consultant มาช่วยอุดในจุดที่คุณไม่ถนัดค่ะ

3. เข้าใจ Product อย่างแท้จริง

การเข้าใจ Product ในแผนธุรกิจร้านกาแฟ

คุณจะต้องเข้าใจว่า ในการทำร้านกาแฟออกมาสักร้านหนึ่ง สิ่งที่คุณต้องการขายจะมี concept ยังไงให้โดดเด่นตรงใจลูกค้า เช่น concept ของร้านคุณอาจจะลงไปที่กาแฟ espresso ไปเลยหรือเน้นไปที่การขายกาแฟไนโตรเพียวๆ ร้านคุณอาจจะมีธีมพิเศษที่ไม่เหมือนที่อื่น อย่างเช่น เป็นร้านกาแฟสไตล์จีน สไตล์ญี่ปุ่น (หรือช่วงนี้กระแสหนังหว่องมาแรง จะทำเป็นร้านกาแฟสไตล์หว่องก็ได้เหมือนกัน) หรือร้านกาแฟแบบ Food Truck

สำหรับแผนธุรกิจกาแฟแล้ว กาแฟไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเดียวที่คุณขาย แต่คุณยังขาย “บริการและประสบการณ์” ให้กับลูกค้าที่เข้ามานั่งในร้าน ทำให้เรื่องทำเลและ “สถานที่” ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องหาทำเลที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะไปให้เจอ ให้ดูว่าอยู่ในย่านไหน ตึกไหน และรอบๆเราจะมีร้านกาแฟคู่แข่งตั้งอยู่บ้างหรือไม่

นอกจากนี้ คุณต้องออกแบบประสบการณ์ภายในร้านให้ตรงใจลูกค้า โดยให้เริ่มตั้งแต่การออกแบบแปลนร้านให้มีที่นั่งสะดวกสบาย จัดวางให้มีความเป็นส่วนตัว รวมถึงตรงตาม concept ร้านที่คุณต้องการ

4. เข้าใจความต้องการของลูกค้า

การเข้าใจลูกค้า ในแผนธุรกิจร้านกาแฟ

ก่อนจะเจาะไปว่าความต้องการของลูกค้าเป็นแบบไหนบ้าง ก็อย่าลืมหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เราต้องการให้เจอก่อน โดยให้คุณหาความเป็นไปได้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนเหมาะสมกับจุดแข็งและจุดอ่อนที่คุณมี รวมถึง product concept ที่คุณต้องการ

เมื่อระบุเป้าหมายได้แล้ว ก็ให้คุณลองศึกษา insight ของลูกค้าอย่างละเอียดว่าเป็นคนแบบไหน มีไลฟ์สไตล์อย่างไร ชอบของประมาณไหน อันจะส่งผลต่อกลยุทธ์การตลาด การออกแบบเมนูในร้าน และการตกแต่งร้านให้ถูกใจลูกค้ามากที่สุด

5. เข้าใจวิธีการทำงานของร้านกาแฟ

กระบวนการดำเนินงานในร้านกาแฟ

สำหรับข้อนี้คงไม่ยากมากสำหรับใครที่เคยเป็นบาริสต้ามาก่อนและคิดอยากจะเปิดร้านกาแฟของคุณเอง เพราะคุณก็จะเข้าใจแล้วว่ากระบวนการการทำงานในร้าน ตั้งแต่การรับออเดอร์ลูกค้า ไปจนกระทั่งการเสิร์ฟกาแฟ วิธีการสั่งสต๊อกกาแฟเข้าร้าน รวมไปถึงการติดต่อกับ supplier เจ้าต่างๆ และงานอื่นๆ เป็นอย่างไร รวมถึงมีต้นทุนมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งถ้าหากคุณรู้สึกว่ากระบวนการการทำงานของร้านกาแฟต่างๆที่คุณเคยทำยังไม่ดีพอ ก็ให้คุณลองมาปรับใช้และพัฒนาให้เข้ากับร้านกาแฟในสไตล์ของคุณเอง เพื่อที่ว่าคุณจะได้ประหยัดต้นทุนในด้านต่างๆทั้งเวลาและเงินไปให้น้อยที่สุดค่ะ

6. ทำงบการเงินเป็น

งบการเงิน ในแผนธุรกิจร้านกาแฟ

สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้ร้านกาแฟไปรอด เพราะหากคุณคิดแต่จะมีแผนธุรกิจร้านกาแฟอย่างเดียว ก็เหมือนเป็นการวางแผนความฝันไว้คร่าวๆ แต่คุณจะทำให้ร้านกาแฟของคุณเกิดขึ้นได้จริงๆก็ต่อเมื่อคุณบริหารจัดการรายได้และรายจ่ายของร้านอย่างเป็นระบบ และเข้าใจถึงจุดอ่อนต่างๆในงบการเงิน เพื่อที่คุณจะได้แก้ไขได้อย่างทันเวลา

ทางที่ดี อยากให้คุณทำตารางบันทึกต้นทุนและรายรับในแต่ละเดือนไว้อย่างละเอียด แล้วศึกษาวิธีอ่านงบการเงินให้เป็น เพื่อที่ว่าคุณจะได้ทำการปรับโครงสร้างการเงินของร้านด้วยตัวคุณเองได้

ฟังดูเหมือนยาก (ซึ่งก็ยากจริงๆนั่นแหละ) แต่ก็เชื่อว่าไม่น่ายากเกินความสามารถ แต่ถ้าหากใครอยากทุ่มเวลาให้กับการพัฒนาร้านกาแฟในด้านอื่นโดยไม่ต้องมาคอยปวดหัวกับเรื่องทางบัญชี ก็ขอแนะนำให้จ้างนักบัญชีมาช่วยบันทึกบัญชีทั้งหมดของคุณและจัดทำเป็นงบการเงินให้คุณดูไปเลย ก็จะง่ายกว่ามากค่ะ

ทริคเล็กๆสำหรับการบริหารการเงินร้านกาแฟ

  • ขอ quotation มาเปรียบเทียบกันระหว่าง supplier 2 เจ้าเสมอ
  • อย่าลืมให้เงินเดือนตัวเอง - ใส่เงินเดือนตัวเองลงไปในงบการเงินด้วย
  • รู้จัก breakeven point - หรือจุดคุ้มทุน โดยให้คุณหาว่าคุณต้องขายกาแฟให้ได้วันละกี่ถ้วยขั้นต่ำ ถึงจะคุ้มกับต้นทุนที่เสียไป เพื่อเอาไว้เป็นเบสเวลาคุณประเมิน performance ของร้าน
  • หากการเงินของคุณยังคงติดลบ ยอดขายยังไม่คุ้มต้นทุนซะที ก็ให้ลองนึกถึงวิธีแก้ที่จะช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มยอดขายในงบการเงินของคุณได้ เช่น อาจจะเพิ่มงบ marketing เพื่อกระตุ้นยอดขาย หรือลดต้นทุนวัตถุดิบปรับคุณภาพของกาแฟหรือส่วนผสมบางอย่างลง ลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานลง หรือแม้แต่ในช่วงเริ่มต้นคุณก็สามารถลดเงินทุนเริ่มต้นลงได้ เช่น ค่าตกแต่งร้านหรือค่าเซ้งสถานที่ เป็นต้น

แผนธุรกิจกาแฟแต่ละร้านไม่เคยเหมือนกัน

ดังนั้น คุณจะเห็นแล้วว่าการที่คุณจะมี "แผนธุรกิจร้านกาแฟ" เป็นของตัวเองได้นั้น จะต้องออกแบบแผนด้วยตัวคุณเอง ไม่สามารถก๊อปเอาจากแผนของร้านอื่นได้ อย่างมากก็เอาไว้ดูเป็นแนวทาง นั่นเป็นเพราะคุณซึ่งเป็นเจ้าของร้าน คือคนที่รู้จักธุรกิจของคุณดีที่สุด ว่าจุดแข็งและจุดอ่อนคือตรงไหน อยากได้ลูกค้าแบบใด มี connection แบบไหน และมีโครงสร้างต้นทุนแบบไหน

แม้อาจดูยากและใช้เวลา แต่ขอเพียงแค่คุณมีใจรักในกาแฟจริงๆและทุ่มเทให้กับมันในทุกวัน ค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ พอถึงวันที่ร้านกาแฟของคุณเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ ก็คงจะภูมิใจในตัวเองไม่น้อย บรู๊คและทีมงาน NitroBrew Thailand ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณสามารถเริ่มร้านกาแฟของคุณได้อย่างที่หวังนะคะ

สนับสนุนการจัดทำบทความ
โดย ชุดอุปกรณ์สร้างเครื่องดื่ม ไนโตร NitroBrew

ติดต่อเราเพื่อปรึกษาและสั่งซื้อเครื่องชงกาแฟแบบ NitroBrew ได้ที่นี่

Previous article กาแฟบดไว้ล่วงหน้าดีกว่า จริงหรอ?
Next article เรียนรู้ และเข้าใจ กับคำว่า "Coffee Extraction"